คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

ชัดแล้ว! เสือดำ ถูกยิงตายเป็นตัวผู้ ที่เคยบันทึกภาพได้

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวระหว่างนำเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางเข้าพื้นที่เกิดเหตุเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ และพบที่จุดตั้งกล้อง ซึ่งเป็นจุดที่พบเสือดำบ่อย ห่างจากจุดชำแหละ 100 เมตร โดยตั้งไว้ 2 ฝั่งถนน เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

ซึ่งภาพแสดงให้เห็นเสือดำที่เดินผ่านลงไปในลำห้วย และสังเกตเห็นลูกอัณฑะทำให้ทราบว่า เป็นเสือดำเพศผู้ สันนิษฐานว่า เป็นตัวเดียวกันกับที่โดนฆ่า เพราะโดยทั่วไปแล้ว เสือดำตัวผู้ 1 ตัว จะอาศัยอยู่ในรัศมี 40 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจากรอยกระสุนคาดว่า มีการซุ่มยิงจากถนนมุมกด 30 องศา อาจยิงจากบนรถ เพราะจากการตรวจสอบในบริเวณโดยรอบไม่พบการทำห้างยิงสัตว์ แต่อย่างใด

จากการตรวจสอบตามแนววิถีกระสุนในรัศมี 40 เมตร ยังพบรอยกระสุนที่ต้นไม้ 2 จุด ที่โขดหิน 1 จุด นอกจากนี้ยังพบหลักฐานอีกประกอบด้วยกระจุกขนเสือดำ 1 กอง และมูลเสือ 3 กอง อยู่ในป่าใกล้บริเวณลำห้วย ที่คาดว่าจะเป็นจุดชำแหละ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พบรอยกองเลือดและลำไส้หนัก 17 กก.

ที่คาดว่าเป็นจุดที่หลังจากเสือดำโดนยิงแล้วธาตุไฟแตก ก่อนจะกระเสือกกระสนไปจนเสียชีวิต จากนั้นได้ไปที่จุดกางเต็นท์ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 400 เมตร โดยให้ เจ้าหน้าที่ 3 นายลงไปงมหาหลักฐานเพิ่มเติมในลำห้วยประชิ ข้างจุดกางเต็นท์ พบชิ้นส่วนลำไส้จำนวนหนึ่งพร้อมกระดูกขาขวาหลัง 2ท่อน โดยจมอยู่ในแอ่งน้ำ 1 ท่อน และอยู่ ริมตลิ่ง อีก 1 ท่อน

นายชัยวัฒน์ เผย ทั้งนี้ชิ้นส่วนที่เจอในลำห้วยประชิ คาดว่า กลุ่มผู้กระทำผิดมีการแล่ชิ้นเนื้อเพื่อไปปรุงอาหารเหลือแต่กระดูก จึงโยนทิ้งในลำห้วย เพื่อปกปิดหลักฐาน

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com

วัยรุ่นพะเยาแห่ซื้อดอกกุหลาบพลาสติก หลังดอกสดราคาแพงเกือบเท่าตัว

วันที่ 14 ก.พ.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื่องจากวันนี้เป็นวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ ประจำปี 2561 อีกทั้งในปีนี้วันวาเลนไทน์ยังใกล้กับเทศกาลตรุษจีนด้วย ทำให้บรรยากาศในการเลือกซื้อดอกไม้ และของที่ระลึกเป็นไปด้วยความคึกคัก แต่ก็ประสบปัญหาตรงที่มีราคาสินค้าแพงกว่าทุกปี โดยเฉพาะดอกกุหลาบสดมีค่าสูงขึ้นเท่าตัว

โดยที่หน้าบริเวณหน้าโรงเรียนพะเยาพิทยาคมได้มีพ่อค้าแม่ค้าต่างพากันมาตั้งร้านค้าจำหน่ายดอกกุหลาบ ตุ๊กตา ให้กับประชาชน และเด็กนักเรียน ที่จะซื้อไปมอบให้กับคนที่รัก ครูอาจารย์ เพื่อนๆ ในวันวาเลนไทน์นี้ โดยที่พ่อค้าแม่ค้าส่วนมากจะนำดอกกุหลาบพลาสติก ตุ๊กตา มาจำหน่ายแทนดอกกุหลาบสด เนื่องจากดอกกุหลาบสด มีการปรับราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่ก่อนช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ดอกขนาดเล็กจะอยู่ที่ดอกละ 25-30 บาท แต่พอมาถึงช่วงวันวาเลนไทน์ ราคาสูงขึ้นถึงดอกละ 50-60 บาท

ทั้งนี้ จากการสอบถามพ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายดอกไม้ที่ ระบุว่า ในปีนี้ว่า บรรยากาศการจำหน่ายดอกไม้ ไม่คึกคัก เท่ากับช่วงปีก่อน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ หันมาให้ของขวัญอย่างอื่น ด้วยที่ดอกกุหลาบมีการปรับราคาสูงขึ้นเกือบเท่าตัว โดยที่ดอกเล็กอยู่ที่ 30-50 บาท ส่วนดอกคัดที่มีขนาดใหญ่ราคาอยู่ที่ 50-100 บาท พอนำมาจ่ายต่อก็ต้องบวกราคาเพิ่มไปอีก ยิ่งถ้าทำเป็นช่อ ช่อหนึ่งก็มีราคาสูงถึงช่อละ 200-300 บาท

แม่ค้ากล่าวต่อว่า พ่อค้าแม่ค้าจึงไม่ค่อยนิยมนำดอกกุหลาบสดมาจำหน่ายกัน และหันนำดอกกุหลาบพลาสติก และตุ๊กตามาจำหน่าย ซึ่งก็เป็นที่นิยมในหมู่ของเด็กนักเรียน เนื่องจากมีราคาดอกละ 15-20 บาทเท่านั้น และยังขายได้ดีกว่าดอกกุหลาบสดอีกด้วย ส่วนดอกกุหลาบสีแดง และสีขาว ยังคงเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในวันวาเลนไทน์

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com

อดีตบิ๊กอุทยานฯ รับแล้วประสานช่วย เปรมชัย เข้าป่าทุ่งใหญ่!

จากกรณีกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ได้เชิญตัวนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฝั่งตะวันตก และน.ส.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า มาสอบปากคำ

กรณีการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพวก ถูกจับกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พร้อมปืนไรเฟิล และซากสัตว์ป่า ก่อนที่ต่อมาได้มีการออกหมายเรียกนายนพดล พฤกษะวัน อดีตข้าราชการกรมอุทยานฯมาเข้าให้ข้อมูลอีกด้วยนั้น

ล่าสุดวันนี้ (13 ก.พ. 2561) รายงานข่าวแจ้งว่า นายนพดล พฤกษะวัน ได้เดินทางไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) แล้วตามหมายเรียกเพื่อให้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าว โดยนายนพดลให้ปากคำว่า ตนเองเป็นที่ปรึกษาของบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ที่มีนายเปรมชัย เป็นประธานบริษัทฯจริง

และยังเป็นผู้ประสานไปยังน.ส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าจริง เนื่องจากได้รับการติดต่อจากนายเปรมชัยว่าต้องการเดินทางไปในอุทยานดังกล่าว ทั้งนี้ สาเหตุที่นายนพดลเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนก่อนกำหนดหมายเรียกในวันที่ 15 ก.พ.นี้ เนื่องจากไม่ต้องการพบกับสื่อมวลชน

เบื้องต้นหลังสอบปากคำแล้วเสร็จ ทางปทส. ยังไม่ได้แจ้งข้อหาแก่นายนพดล แต่อย่างใด เพราะยังไม่การกระทำผิดซึ่งหากมีข้อมูลใหม่ก็อาจจะเชิญมาให้ปากคำเพิ่มอีกครั้ง

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com

คุมตัว 6 โจ๋รุมกระทืบตำรวจทำแผนกลางดึก ชาวบ้านแห่รุมประชาทัณฑ์

จากกรณีที่มีกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายดาบตำรวจสมใจ คงมาลายู เจ้าหน้าตำรวจ สภ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 11 ก.พ.2561 ขณะที่ ด.ต.สมใจ คงมาลายู ตำรวจจร.สภ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังขับรถกลับห้องพักใกล้เคียงกับร้านสะดวกซื้อ บริเวณสี่แยกโคกมะลิ ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับตัวได้ทั้งหมดโดยอ้างว่าไม่รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เมื่อเวลา 22.00 น.วันเดียวกัน บริเวณจุดเกิดเหตุ โดยนำตัว 6 โจ๋ได้แก่ 1.นายกิตติศักดิ์ สุขวิชัย 22 ปี 2.นายวรุฒน์ ศิลปสุข 25 ปี 3.นายณัฐวุฒิ กังวลทรัพย์ 26 ปี 4.นายณัฐวุฒิ เกิดสมบูรณ์ 24 ปี 5.นายเตวิช แสงบุญไทย 18 ปี 6.นายพิชิตชัย เจริญฤทธิ์ 24 ปี พร้อมตั้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส

บรรยากาศเป็นไปท่ามกลางความโกรธแค้น เนื่องจากดาบตำรวจสมใจ คงมาลายู ตำรวจจร.สภ.นครหลวง เป็นคนนิสัยดี ตรงไปตรงมา เป็นที่รัก มักคุ้นของคนในชุมชนระแวกดังกล่าว หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทำแผนเสร็จกำลังจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดขึ้นรถ ชาวบ้านที่มารอดูหน้ากลุ่มผู้ต้องหา ต่างกรูเข้าไปรุม ประชาทัณฑ์ ด้วยความโกรธแค้น เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำตัวทั้งหมดขึ้นรถตำรวจที่จอดรอยู่ออกไปอย่างทุลักทุเล

ขบอคุณที่มา : news.mthai.com

ไทยตอนบนยังคงมีอากาศเย็น ภาคกลางตะวันออก กทม. มีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ ลักษณะอากาศทั่วไป วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวโดยทั่วไป กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับบริเวณภูเขาสูงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2561 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนอีกระลอกจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล เวลา 06:00 น.วันนี้ – 06:00 น.วันพรุ่งนี้ มีหมอกในตอนเช้า กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com

เสรีประกาศ หาก “หัวหน้าวิเชียร” ถูกดำเนินคดี จะอาสาเป็นทนายให้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมการปฏิรูปตำรวจ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว”เสรี สุวรรณภานนท์” ว่า ติดตามข่าว ของนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ชุดจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพวกรวม 4 คน พร้อมของกลางซากสัตว์ป่าคุ้มครอง อาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก โดยมีการระบุว่า นายวิเชียร ให้การไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ 110 บาท ซึ่งเป็นค่าเข้าคนละ 20 บาทและค่านำรถเข้าพื้นที่ 30 บาทจริง จึงต้องรายงานให้กรมอุทยานฯ พิจารณาดำเนินการ ซึ่งสามารถดำเนินการเอาผิดได้ทั้งทางวินัยและอาญา

เพิ่งจับคนร้ายได้ แต่กลับกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง แม้จะรับสารภาพว่าไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติจริง ก็ต้องพิจารณาว่า มีผู้บังคับบัญชาหัวหน้าที่มีตำแหน่งสูงกว่า ที่สั่งการมาว่า “มีแขก วีไอพี เข้าพื้นที่ ให้เจ้าหน้าที่แถวนั้น ดูแลอำนวยความสะดวกแก่แขกวีไอพีด้วย”และเมื่อมีคำสั่งแบบนี้ ก็แสดงว่าการไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียม ไม่ได้เกิดจากการอนุญาตหรือไม่อนุญาตของนายวิเชียร แต่เป็นคำสั่งที่อยู่เหนือกว่า ดังนั้น แสดงว่านายวิเชียร ไม่มีเจตนากระทำความผิด การจะกล่าวหาว่าผู้ใดกระทำความผิดก็ต้องมีองค์ประกอบความผิดว่าผู้กระทำมี “เจตนา” ทำผิดหรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 และไม่ผิดทางวินัยด้วย เพราะมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งสูงกว่าสั่งการ

ทั้งนี้ นายเสรี ยังระบุ หากนายวิเชียร ถูกดำเนินคดี ตนเองในฐานะเป็นทนายความขออาสาเป็นทนายความให้ จะได้พิสูจน์ว่าคนสั่งการเป็นใคร ที่จะต้องรับผิดตัวจริง การสอบสวนควรสอบสวนข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ โดยสืบสวนสอบสวนให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้สั่งการ อย่าเบี่ยงเบนประเด็น อย่าทำคดีแบบแก้เกี้ยวตัดตอนลักษณะเช่นนี้ เพราะมันจะทำให้กระบวนการยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือ ก่อนทิ้งท้ายว่า การสืบสวนสอบสวนแบบนี้ ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจึงเรียกร้องต้องการให้มีการปฏิรูปตำรวจ

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com

จับแล้ว! สาวนั่งบนปะการัง หมู่เกาะสุรินทร์ สารภาพเสียใจ บอก “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีผู้โพสต์ภาพนักท่องเที่ยว ที่ไปดำน้ำที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ที่จุดดำน้ำแหลมแม่ยาย แล้วนักท่องเที่ยวได้ดำน้ำไปนั่งบนปะการัง แล้วแอคชั่นถ่ายรูปโดยไม่สนใจว่าปะการังจะเสียหายหรือไม่ จนมีผู้นำภาพดังกล่าวไปโพสต์บนเฟซบุ๊กจนมีผู้เข้าไปคอมเม้นท์จำนวนมากถึงความไม่เหมาะสมจากการกระทำดังกล่าว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ นายพุทธพจน์ คูประสิทธิ์ ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการใต้น้ำประจำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ลงพื้นที่โดยทันที พร้อมชุดปฏิบัติการจนสามารถพบนักท่องเที่ยวคนดังกล่าวพร้อมเพื่อนจำนวน 3 คน

จากนั้นได้เชิญตัวมาแจ้งข้อหา โพสต์ภาพถ่ายขณะนั่งอยู่บนปะการัง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ตามมาตรา 16(2) ฐานทำด้วยประการใดๆให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบมาตรา 26 มีโทษ?ปรับไม่เกิน 500 บาท และผิดตามมาตรา 18 ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ประกอบมาตรา 25 มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานได้ทำการบันทึกและเปรียบเทียบปรับนักท่องเที่ยวจำนวน 3 คน รายละ 1,500 บาท พร้อมทั้งมีการสร้างความเข้าใจ ตักเตือนแก่นักท่องเที่ยวให้ทราบถึงกฏระเบียบ ต่อมาผู้ใช้นามเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ขอโทษต่อสังคมในเฟซบุ๊กของตนเอง พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าตนและเพื่อนๆรู้สึกผิดที่กระทำการแบบนั้น

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com

ทำตามนโยบาย!! หนุ่มวินจยย.พัทยา เมาไม่ขับจอดหลับข้างถนน

วันนี้ 8 ก.พ. 61 ศูนย์วิทยุ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบคนขับวินจักรยานยนต์รับจ้าง เมาสุรานอนสลบอยู่บริเวณหน้าแอท โฮม รีสอร์ท พัทยา ซอยอรุโณทัย พัทยากลาง ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยหวั่นจะได้รับอันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สิน จึงได้วิทยุสั่งการ ด.ต.วิเวก อโนทัย ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม เวรสายตรวจรถจักรยานยนต์ที่กำลังตรวจความเรียบร้อยอยู่ใกล้เคียง เดินทางตรวจสอบ

เมื่อไปถึงบริเวณดังกล่าว เป็นถนนเส้นอรุโณทัย ตัดซอยบงกช พัทยาใต้ ซึ่งค่อนข้างมีผู้คนพลุกพล่าน โดยพบนายอานนท์ มหานิยม อายุ 35 ปี อาชีพขับวินจักรยานยนต์รับจ้าง ย่านเทพประสิทธิ์ นอนหลับอยู่บริเวณดังกล่าวอย่างสบายใจ โดยไม่สนใจทรัพย์สินเป็นโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง และรถจักรยานยนต์ที่จอดเสียบคากุญแจอยู่ เชื่อว่าบุคคลดังกล่าวน่าจะมีอาการเมาสุราอย่างหนัก เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านจึงช่วยกันเขย่าตัวเพื่อปลุกให้ตื่นจนสำเร็จ

จากการสอบถาม นายอานนท์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนที่ผ่านมายอมรับว่าได้ดื่มกินสุรากับเพื่อนจำนวน 2 ขวด และระหว่างที่ขับรถกำลังไปหาแม่ ที่บริเวณย่านพัทยาใต้ ต่อมารู้สึกว่าแอลกอฮอล์ของสุราเริ่มออกฤทธิ์ มีอาการมึนเมาและเกิดอาการง่วงจัด ประกอบกับกลัวด่านเป่าเมา เลยถือนโยบายเมาไม่ขับ จึงจอดรถจักรยานยนต์ทิ้งตัวลงนอนตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมา จนมีชาวบ้านมาเห็นแจ้งตำรวจมาช่วยปลุกตอนเที่ยงวันของวันนี้

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ว่ากล่าวตักเตือน พร้อมกับให้คำแนะนำกับกรณีนี้ว่า ถ้าเมาสุราจัดจนถึงขั้นขับรถไม่ไหว หรืออาจจะกลัวด่านจับเมาแล้วขับ ให้จอดรถอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วโทรศัพท์ตามเพื่อนรับกลับบ้าน ถ้าหากมานอนในลักษณะแบบนี้ อาจจะมีคนคิดร้ายโมยทรัพย์สินไปได้ เบื้องต้น นายอานนท์ จึงได้ยกมือไหว้สำหรับช่วยเหลือในครั้งนี้ ก่อนตำรวจจะทำบันทึกแล้วปล่อยตัวไปพักผ่อนต่อที่บ้านพัก

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com

เลื่อน 4 ชั้นยศ ‘รองสารวัตรหนองขาม’ ถูกคนเมายิงดับ ขณะเข้าระงับเหตุ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองขาม ถูกคนร้ายเมาสุรา ใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตว่า ได้รับรายงานจาก สภ.หนองขามว่า มีเหตุต้องสงสัย เป็นชาย มีอาวุธปืน บริเวณร้านค้าแห่งหนึ่ง ในตลาดต่อศักดิ์ ม.11 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จว.ชลุบรี ที่เกิดเหตุพบชายดังกล่าวมีอาการในลักษณะมึนเมา จึงได้แสดงตัวเป็นหน้าที่ตำรวจ และเข้าควบคุมตัว แต่ชายดังกล่าวได้ใช้กำลังชกต่อย ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองนาย เมื่อชายคนดังกล่าวสู้ไม่ได้ จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่ นายศุภสิทธิ์ หม่องเลี้ยง (อาสาตำรวจ) ที่บริเวณหน้าท้อง ได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ ร.ต.อ.อิสรพงษ์ กุลจินดา เดินเข้าไประงับเหตุ ผู้ก่อเหตุได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณด้านหลังใต้หัวไหล่ ทำให้ ร.ต.อ.อิสรพงษ์ ล้มลงและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง ฯ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองขาม ได้ระดมกำลังปิดล้อม และเกลี่ยกล่อมให้ผู้ต้องหาวางอาวุธปืน จนผู้ต้องหายอมมอบตัวและอาวุธปืน จำนวน 3 กระบอก ทราบชื่อ คือนาย นิรุตต์ หรือ หนึ่ง อายุ 39 ปี ตรวจสอบสารเสพติดในร่างกายพบว่า มีสารเมทแอมเฟตามีน , เคตามีน อยู่ในร่างกายและยังพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย 67 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

โดยจะดำเนินการส่งตัวผู้ต้องหาตรวจหาสารเสพติดโดยละเอียดอีกครั้ง ที่โรงพยาบาลแหลมฉบังฯ เบื้องต้นผู้ต้องหามีความผิดฐาน “ฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ,พยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการที่เจ้าพนักงานนั้น กระทำการตามหน้าที่ฯ,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่มีเหตุอันจำเป็นเร่งด่วนฯและยิงปืนในที่สาธารณะ”

สำหรับ ร.ต.อ.อิสรพงษ์ จะได้รับความชอบพิเศษ 5 ขั้น 4 ชั้นยศ เลื่อนจาก ร.ต.อ. เป็น พล.ต.ต. และญาติจะได้รับเงินกองทุนสวัสดิการตำรวจและเงินบำเน็จตกทอดช่วยเหลือกว่า 1,900,000 บาท พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะบรรจุทายาทของข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้ได้เข้ารับราชการตำรวจ จำนวน 1 ราย

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com

“รฟม.” แจ้งเบี่ยงจราจรถนนพระราม 9 วันที่ 5 – 28 ก.พ.

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า กิจการร่วมค้า ซีเคเอสที ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธาอุโมงค์ทางวิ่งและสถานีใต้ดิน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันออก) สัญญาที่ 1 ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – รามคำแหง 12 มีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรบนถนนพระราม 9 ขาออกเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร เพื่อดำเนินการรื้อเกาะกลาง ก่อนงานขยายผิวจราจร เพื่อรองรับการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานี รฟม. ในระหว่างวันที่ 5 – 28 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 23.00 – 04.00 น. ของทุกวัน โดยจะมีผลให้

– ถนนพระราม 9 ขาออก ช่องทางหลัก ระหว่างประตู 1 และ 2 ของสำนักงาน รฟม.ช่องจราจรลดลงจาก 4 เหลือ 3 ช่องทาง

– ถนนพระราม 9 ขาออก ช่องทางคู่ขนาน ระหว่างประตู 1 และ 2 ของสำนักงาน รฟม.ไม่สามารถสัญจรผ่านได้

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินงานก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและอาจมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง

ขอบคุณที่มา : news.mthai.com